โรงเรียนพระปริยัติธรรม

โรงเรียนพระปริยัติธรรม

มูลเหตุการจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดไชยมงคล

ด้วยสภาพสังคมปัจจุบันเด็กและเยาวชนตกเป็นเยื่อของสังคม ถูกกระทำด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฏหมาย จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างการพัฒนาจากองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน จึงยังคงมีเด็ก เยาวชน คนชราทั้งหญิงและชายจำนวนมากพอสมควรซึ่งขาดโอกาสสำคัญที่จะได้รับผลดีจากการพัฒนาโครงการของรัฐ ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธว่ายังคงมีบุคคลกลุ่มดังกล่าวกระจายอยู่ในสังคมเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย

เณรโรงเรียนพระปริยัติธรรม

จากการวิจัยของบุคคลากรในพื้นที่ปรากฎว่ามีเด็กและเยาวชนเป็นผู้ขาดโอกาสทางการศึกษาเป็นจำนวนมาก เช่น พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคร้าย พ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการทำงาน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ฐานะทางครอบครัวยากจน เป็นเด็กกำพร้าขาดคนดูแล พ่อแม่ผู้ปกครองไปทำงานต่างถิ่นไม่สามารถดูและลูกหลานได้ตามสมควร นอกจากนั้นยังมีเด็กและเยาวชนที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน ที่ส่วนมากจะมีปัญหาเรื่องสัญชาติ ซึ่งเด็กเหล่านี้สังคมมักจะเรียกว่าเด็กชายขอบ เป็นเด็กที่ได้ชื่อว่าด้อยโอกาสที่สุด เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ไม่มีสิทธิของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมคนอื่น

เด็กและเยาวชนที่มีผลกระทบจากปัญหาชายแดน เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางภาคใต้ และแม้กระทั่งเด็กและเยาวชนที่เคยผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว เด็กเร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ขาดที่พึ่ง เด็กและเยาวชนเหล่านั้นต้องผจญชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหายุ่งยากตามลำพัง ขาดความรักความอบอุ่นที่ควรจะไดรับจากเด็กวัยนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันและผลกระทบด้านจิตใจอย่างรุนแรงและมีแนวโน้มจะออกจากโรงเรียนกลางคันมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสังคมตามมา

โรงเรียนพระปริยัติธรรมจากปัญหาต่างๆ เหล่านี้คณะผู้เป็นหลักชัยไม้เท้าของบ้านของเมืองที่ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายชาวอุบลตุ้มลูกตุ้มหลานฮักบ้านแปงเมืองมีโอกาสมานั่งคุยกัน มองถึงอนาคตของชาติที่จะฝากเอาไว้กับเด็กและเยาวชนเหล่านี้ และทุกท่านก็มีแนวความคิดอันกันคือจะปล่อยปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปตามยถากรรมอย่างนี้ไม่ได้แล้ว จึงนำข้อปรึกษาหารือดังกล่าวไปนำเสนอต่อพระ ครูจิตวิสุทธิญาณคุณ เจ้าอาวาสวัดไชยมงคล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งเดิมพระครูจิตวิสุทธิญาณคุณได้ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้ามารับการบรรพชาเป็นประจำอยู่แล้วในชื่อ "โครงการปลูกต้นกล้าสร้างธรรมทายาท" แต่ละปีจะมีสามเณรมาศึกษาไม่ต่ำกว่า ๒๐ – ๓๐ รูป แต่ภายในวัดไม่มีโรงเรียนส่งนักเรียนไปเรียนที่วัดข้างเคียง ท่านทำมาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี

ปรากฏว่าแต่ละปีจะมีปรากฏการณ์อันเดียวกันคือ ต้นปีจะมีสามเณรเกือบ ๓๐ รูป พอปลายปีจะเหลือสามเณรอยู่ไม่ถึง ๑๐ รูป ซึ่งปัญหาต่างๆ ก็คือโรงเรียนที่รับนักเรียนไปศึกษาต่อไม่เข้มงวดในระเบียบวินัย มีปัญหาการปกครอง ปัญหาสามเณรติดเกมส์ ปัญหาสามเณรติดบุหรี่ มากขึ้นจนกระทั่งปัญหาฉกชิงวิ่งราว ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จในแง่ปริมาณ แต่จะมีสามเณรอีกจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนโดยพระครูจิตวิสุทธิญาณคุณให้ความอุปถัมภ์สามารถเรียนจนจบระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และสามารถสอบได้เปรียญธรรมประโยคสูงๆ ได้ไม่น้อยในแต่ละปี

โรงเรียนพระปริยัติธรรมเมื่อเครือข่ายชาวอุบลตุ้มลูกตุ้มหลานฮักบ้านแปงเมืองมีแนวความคิดอันเดียวกันจึงมีการจัดตั้ง "กองทุนหยาดพิรุณอุ่นเกล้าเพื่อเด็กผู้ด้อยโอกาส" เพื่อเป็นทุนในการขับเคลื่อนโครงการในระยะเริ่มต้น โดยมอบหมายให้พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ ดำเนินการเพื่อขอจัดตั้งโรงเรียนต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในระหว่างรออนุมัติให้จัดตั้งโรงเรียนได้นั้น วัดไชยมงคลได้ขออนุญาตเปิดสอนเป็นโรงเรียนสาขาของโรงเรียนเทพสถิตวิทยาลัย

แรกเริ่มเปิดทำการเรียนการสอน จำนวน ๒ ห้องเรียน คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มีนักเรียนแรกเริ่ม จำนวน ๒๑ รูป มีครู ๔ คน รวมทั้งพระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ รายจ่ายที่เกิดขึ้นได้รับความอนุเคราะห์จากวัดไชยมงคล และกองทุนหยาดพิรุณอุ่นเกล้า ห้องเรียนก็ได้อาศัยใต้ถุนกุฎีกั้นเป็นห้องเรียน ปีที่ ๒ มีนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น ๔๕ รูป ครูเพิ่มเป็น ๗ รูป /คน ส่วนห้องเรียนก็เพิ่มเป็น ๓ ห้อง

โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดไชยมงคล (พรหมเทวานุเคราะห์นุสรณ์) ได้รับอนุญาตให้จัดการศึกษาเต็มรูปแบบได้ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยเปิดสอนรวมทั้งหมด ๓ ระดับ ดังนี้

  • ผู้ที่ยังไม่จบระดับชั้นประถมปีที่ ๖ ร่วมกับ กศน. จังหวัดอุบลราชธานี จัดการศึกษาตามอัธยาศัย
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖

การศึกษาที่เปิดสอน ประกอบด้วย

  • การศึกษาสายสามัญ จัดให้มีการเรียนการสอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ
  • การศึกษาด้านปริยัติธรรม
    • การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกธรรม สอนนักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท และนักธรรมชั้นเอก
    • การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกภาษาบาลี เปิดสอนตั้งแต่ เปรียญธรรม ๑ – ๒ - ปธ. ๙
  • การศึกษาด้านวิชาชีพ เปิดสอนวิชาชีพเป็นหลักสูตรเสริม อาชีพที่เปิดสอนในปัจจุบัน
    • วิชาช่างไฟฟ้า
    • วิชาช่างอิเล็คทรอนิคส์
    • วิชาช่างทำความเย็น
    • วิชาช่างซ่อม ประกอบคอมพิวเตอร์
    • วิชาช่างเครื่องยนต์
    • วิชาช่างประดิษฐ์
    • วิชาช่างทำเทียนพรรษา ประเภทติดพิมพ์
    • วิชาช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์
    • วิชาการทำอิฐบล๊อคประสาน

คำขวัญประจำโรงเรียน

“เรียนดี ประพฤติดี รู้หน้าที่ มีคุณธรรม”

โรงเรียนพระปริยัติธรรมปรัชญาของโรงเรียน

“การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการสร้างสรรค์ และผลิตให้ศาสนทายาท เป็นผู้มีความมุ่งมั่นต่อการนำความรู้มาใช้ให้บังเกิดผลแก่ตนเอง และสังคมทั้งชุมชนที่ตนต้องตอบแทน”

คติพจน์ประจำโรงเรียน

“สุตํ ปญฺญาย วฑฺฒนํ” การเรียนรู้เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา

สีประจำโรงเรียน

สีเหลืองและสีขาว

ความหมายของสีประจำโรงเรียน

สีเหลือง หมายถึง สัญลักษณ์แห่งความสว่าง ความรุ่งเรือง ที่เหล่าพุทธบุตรผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางเอาไว้พึงปรารถนา

สีขาว หมายถึง สัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์สะอาดของผู้ปฏิบัติตามหลักแหล่งแห่งไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา

ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน

ตราโรงเรียนหงส์บนดอกบัว หมายถึง เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ เจ้าเมืองอุบลราชธานี องค์ที่ 4 ซึ่งเป็นผู้สร้างวัดไชยมงคลและเป็นที่มาของชื่อโรงเรียน

กระบี่ไขว้ หมายถึง ปัญญาประดุจดั่งอาวุธ ความรู้ต้องคู่คุณธรรม

ใบเสมาธรรมจักร หมายถึงการศึกษาทางพระพุทธศาสนา เปรียบการศึกษาควบคู่คุณธรรม เปรียบเสมือนวงล้อธรรมจักรที่หมุนอยู่ในใบเสมาและความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ และการปฏิบัติที่เดินตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ถึงพร้อมด้วยมรรคผลและนิพพาน

หนังสือและปากกาขนไก่ หมายถึงการศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์และตำราทางพระพุทธศาสนาตลอดจนอุปกรณ์ที่นำไปสู่การศึกษาเล่าเรียน เพื่อส่งเสริมการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง เพื่อจะได้เป็นผู้มีความรอบรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมไปพร้อมกัน

เส้นรัศมี หมายถึง แสงสว่างอันประดุจดังปัญญาย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ

พระพุทธรูปประจำโรงเรียน

พระพุทธเจ้าใหญ่ไชยมงคลมิ่งเมือง

พระพุทธเจ้าใหญ่ไชยมงคลมิ่งเมือง

นโยบายโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดไชยมงคล (พรหมเทวานุเคราะห์นุสรณ์)

  • สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเน้นการใช้สื่อนวัตกรรมการใช้ห้องสมุด
  • พัฒนาบุคลากรให้มีจิตสำนึกในความเป็นครู เสียสละเพื่อส่วนรวม มีความสามารถในการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ความมีวินัย ความซื่อสัตย์ ความกตัญญูกตเวที ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
  • พัฒนาอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมให้มีส่วนต่อการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมการพัฒนาด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น สุขภาพอนามัยของนักเรียน
  • พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การประชาสัมพันธ์ให้มีความทันสมัย สามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • พัฒนาระบบการบริหาร ให้มีความสอดคล้องกันให้องค์กรต่างๆ ปฏิบัติงานได้อย่างมีความคล่องตัว

เณรโรงเรียนพระปริยัติธรรม

การรับสมัครนักเรียนเข้าศึกษาต่อ

คุณสมบัติทั่วไปของผู้สมัคร

  • เป็นเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาด้านต่างๆ เช่น พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคร้าย ชีวิตจากอุบัติเหตุการทำงาน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ฐานะทางครอบครัวยากจน ขาดคนดูแล ผู้ปกครองไปทำงานต่างถิ่น เด็กและเยาวชนที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน มีปัญหาเรื่องสัญชาติ ซึ่งเรียกว่าเด็กชายขอบ มีผลกระทบจากปัญหาชายแดน ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางภาคใต้ เคยผ่านกระบวนการยุติธรรม เด็กเร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ขาดที่พึ่ง และออกจากระบบการศึกษากลางคัน
  • มีความต้องการศึกษาเล่าเรียนด้วยความมุ่งมั่น
  • สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามสมควร
  • มีระบบจิตประสาทที่สมบูรณ์ สามารถศึกษาเล่าเรียนได้
  • มีความต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น
  • สามารถปฏิบัติตนได้ตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับได้อย่างเคร่งครัด
  • ไม่จำกัดเกณฑ์อายุ

หลักฐานการสมัคร

  • ใบสมัครตามแบบที่โรงเรียนกำหนด
  • สำเนาทะเบียนบ้าน หรือเอกสารที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน รับรองสถานะภาพ
  • สำเนาเอกสารแสดงผลการเรียนชั้นสูงสุด
  • รูปถ่าย ขนาด ๑.๕ นิ้ว จำนวน ๒ แผ่น

กำหนดการรับสมัคร

ตลอดปีการศึกษา

จำนวนที่รับสมัคร

ปีการศึกษาละ ๑๒๐ คน

เงื่อนไขพิเศษ

  • จะต้องเข้ารับการบรรพชาหรืออุปสมบท
  • ต้องพักอยู่ในวัดไชยมงคล ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เท่านั้น
  • ผู้ปกครองต้องมอบอำนาจในการปกครองดูแลให้เจ้าอาวาสวัดไชยมงคล
  • จะต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของวัดไชยมงคลได้อย่างเคร่งครัด
  • จะต้องพักหรือศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดไชยมงคล (พรหมเทวานุเคราะห์นุสรณ์) ไม่น้อยกว่า ๑ ปีการศึกษา

เณรโรงเรียนพระปริยัติธรรม

สิทธิที่ผู้เข้ารับการศึกษาจะได้รับ

  • ศึกษาเล่าเรียนฟรีทุกกรณี
  • ได้รับความอุปถัมภ์เครื่องเขียนแบบเรียนฟรีตามความเป็นจริง
  • ได้รับการดูแลที่พัก อุปกรณ์เครื่องใช้สอยประจำวัน อัฐบริขาร ภัตตาหารเช้า – เพล พอสมควรแก่สมณะบริโภค
  • การรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานจากโรงพยาบาลเอกชนร่มเกล้า
  • อนุญาตให้กลับเยี่ยมบ้านได้ปีการศึกษาละ ๒ ครั้ง หรือเมื่อมีความจำเป็นแล้วแต่กรณี (อยู่ในดุลยพินิจของเจ้าอาวาส)
  • ได้รับการคัดเลือกให้ศึกษาต่อในชั้นที่สูงขึ้นฟรี จนจบชั้นสูงสุดที่ผู้เรียนต้องการศึกษาเล่าเรียนต่อ โดยพิจารณาจากพัฒนาการด้านความประพฤติ ความตั้งใจ ความกระตือรือร้น ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
  • เมื่อผู้เรียนเรียนจนจบชั้นสูงสุดแล้วไม่มีพันธะผูกพันต่อสถานศึกษาหรือทางวัด ผู้เรียนสามารถลาสิกขาเพื่อกลับไปประกอบอาชีพ หรือช่วยเหลือครอบครัวได้ตามความต้องการ
  • นักเรียนผู้สามารถสอบได้เปรียญธรรมในแต่ละประโยคจะได้รับทุนการศึกษาประโยคชั้นละ ๘,๐๐๐ บาท

สถานที่ติดต่อประสานงาน

สามารถติดต่อสอบถาม ทำความเข้าใจได้ที่ พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ เจ้าอาวาสวัดไชยมงคล/ ผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดไชยมงคล (พรหมเทวานุเคราะห์นุสรณ์) หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘๑ – ๘๗๘๒๔๖๐, โทรสาร ๐๔๕ – ๒๔๔๐๐๗, This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ผลสัมฤทธิ์ที่ผ่านมา

  • ทำให้เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างถาวรได้ร้อยละ ๗๐
  • สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กและเยาวชนให้มีแนวความคิดและพฤติกรรมในด้านบวกได้ร้อยละ ๗๕
  • กลับไปมีวิถีชีวิตเช่นเดิม แต่ได้รับการฝึกอาชีพเพื่อให้มีแนวทางการดำเนินชีวิต ประมาณร้อยละ ๔๐
  • สามารถสอบได้เปรียญธรรมประโยคสูง ๆ ได้สม่ำเสมอ
  • ร้อยละ ๙๐ เลิกการสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
  • ร้อยละ ๙๐ การดำเนินชีวิตมีระเบียบ มีความหมายขึ้น รู้จักการแผนอนาคต
  • มีผู้สามารถเรียนจบชั้นสูงสุดในระดับปริญญาโท
  • ร้อยละ ๙๐ ที่สามารถปลูกฝังความเป็นผู้มีคุณธรรม และปฏิบัติตนเป็นเยาวชนที่ดีของสังคม มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

ประวัติวัดไชยมงคล

ความเป็นมา

วัดไชยมงคล เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ วัดหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี โดยเป็นวัดที่สร้างขึ้นเป็นลำดับที่ ๔ ในบรรดาวัดที่สังกัดธรรมยุติกนิกายในจังหวัดอุบลราชธานี โดยวัดแรกที่สร้างคือ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร สร้างโดยพระพรหมราชวงศ์ (พ.ศ. ๒๓๓๘ - ๒๓๘๘) นามเดิมว่า กุทอง สุวรรณกูฏ (ทิดพรหม) เจ้าเมืองอุบลราชธานี

ประตูวัด

วัดที่สร้างขึ้นเป็นลำดับ ที่ ๒ คือ วัดศรีอุบลรัตนาราม (เดิมชื่อ วัดศรีทอง) สร้างโดยคณะกรรมการเมืองอุบลราชธานี มีนามว่า พระอุปฮาด ชื่อท้าว โท (ต้น ตระกูล ณ อุบล) ซึ่งมีตำแหน่งกรมการเมือง ในสมัยโบราณเรียกว่า อาชญา สี่ ประกอบด้วย ๑.เจ้าเมือง ๒.พระอุปฮาด ๓.พระราชวงศ์ ๔.พระราชบุตร โดยเริ่มสร้าง กุฎิ วิหาร ศาลาการเปรียญ ในปี พ.ศ.  ๒๓๙๘ 

นอกจากนั้นยังได้ร่วมมือกันสร้าง วัดสุทัศนาราม ซึ่งเป็นวัดในสังกัดธรรมยุติกนิกายวัดที่ ๓ ส่วนวัดไชยมงคล นั้น เป็นวัดสังกัดธรรมยุติกนิกาย ในลำดับที่ ๔

วัดไชยมงคล เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดย เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ (พ.ศ.๒๔๐๙ – ๒๔๒๕) เจ้าพรหมเทวา เดิม ชื่อเจ้าหน่อคำ เป็นพี่ชายเจ้าจอมมารดาด้วงคำ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   โดยท่านเป็นบุตรของเจ้าคลี่ (หรือเจ้าเสือ) ซึ่งเป็นหลานปู่เจ้าอนุวงศ์ แห่งนครเวียงจันทร์ เป็นเหลนของเจ้าสิริบุญสาร ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าราชวงศ์เมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นต้นตระกูลพรหมโมบล

มูลเหตุของการสร้างวัดไชยมงคล

เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๐๙ หลังจากที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ มีพระบรมราชโองการให้เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์นุสรณ์ เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานี องค์ที่ ๔ แล้วนั้น ในปีเดียวกันได้เกิดกบฏฮ่อขึ้นที่นครเวียงจันทน์ ฝั่งประเทศลาว ซึ่งขณะนั้นถือว่าแผ่นดินฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงยังเป็นประเทศราชของประเทศไทยอยู่ เมื่อเกิดกบฏขึ้นอย่างนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงได้มีพระบรมราชโองการให้เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ เจ้าเมืองอุบลราชธานี ยกกองทัพไปปราบกบฏฮ่อ ที่นครเวียงจันทน์

พระอุโบสถวัดไชยมงคล

เมื่อเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ได้รับพระบรมราชโองการแล้ว จึงสั่งให้แม่ทัพนายกองรวบรวมไพร่พล โดยท่านเห็นว่าสถานที่ตรงนี้ (บริเวณที่ตั้งวัดปัจจุบัน) มีความร่มรื่น มีต้นโพธิ์ ต้นไทรงาม เป็นจำนวนมาก มีชัยภูมิที่ดี เหมาะที่จะเป็นที่รวบรวมไพร่พล เพื่อยกกองทัพไปปราบกบฏฮ่อที่ นครเวียงจันทน์ ตามที่มีพระบรมราชโองการมา

ด้วยความที่เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์มีเชื้อสายมาจากกษัตริย์ที่เป็นนักรบ จึงสามารถปราบกบฏฮ่อสำเร็จอย่างง่ายดาย หลังเสร็จศึกจึงเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานี และมีดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะขึ้น ท่านจึงรวบรวมพลังศรัทธาจากเหล่าข้าราชบริพาร ไพร่พล และชาวบ้านชาวเมือง สร้างวัดขึ้น ณ สถานที่เคยเป็นที่รวบรวมไพร่พลก่อนเดินทางไปปราบกบฏฮ่อ ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๔ โดยให้นามว่า "วัดไชยมงคล" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระปราบไพรีพินาศ ที่อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ มาประดิษฐานไว้ที่วัดไชยมงคลแห่งนี้ ส่วนอีกองค์หนึ่ง คือ พระทองทิพย์ นำไปประดิษฐานไว้ที่ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม ในปัจจุบัน) เมื่อดำเนินการสร้างวัดเสร็จเรียนร้อยแล้ว เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ พร้อมทั้งชาวบ้าน ชาวเมือง ได้กราบอาราธนา เจ้าอธิการสีโห หรือท่านอัญญาสิงห์ จากวัดศรีอุบลรัตนาราม มาเป็นเจ้าอาวาสวัดไชยมงคลรูปแรก

ภายในพระอุโบสถวัดไชยมงคล

ลำดับเจ้าอาวาส

ในส่วนของเจ้าอาวาสวัดไชยมงคลจากอดีตถึงปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๓) มีดังต่อไปนี้

  • เจ้าอธิการสีโห หรือเจ้าอธิการสิงห์ เจ้าอาวาสองค์แรก (พ.ศ. ๒๔๑๔) เดิมท่านพักอยู่ที่ วัดศรีทอง(วัดศรีอุบลรัตนาราม ปัจจุบัน)
  • ญาครูลา บ้านเดิมอยู่ที่บ้านปลาดุก
  • ญาครูคำ บ้านเดิมอยู่ที่บ้านก้านเหลือง
  • พระอาจารย์ทอง
  • พระอาจารย์มหาคำแสน
  • พระอาจารย์กอง
  • พระครูชิโนวาทสาทร (พระมหาอุทัย ปภสฺสโร ปธ. ๔ พ.ศ. ๒๔๙๙ – พ.ศ. ๒๕๓๘)
  • พระครูมงคลชัยคุณ (พระสมชาย กลฺยาโณ พ.ศ. ๒๕๓๘ – พ.ศ. ๒๕๔๓)
  • พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ (พระจตุรงค์ ญาณุตฺตโม พ.ศ. ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน)

พระครูชิโนวาท  พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ
พระครูชิโนวาทสาทร           พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ

สถานที่ตั้ง

วัดไชยมงคล เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ เลขที่ ๒ ถนนสุรศักดิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี รหัสไปรษณีย์ ๓๔๐๐๐

มีเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๓ งาน ๘๙.๗ ตารางวา ตามเอกสาร โฉนดที่ ๑๙๔๕ เลขที่ดิน ๑ หน้าสำรวจ ๑๐๖ เล่มที่ ๒๐ หน้า ๔๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ออกให้ตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยมีอาณาเขตดังนี้

  • ทิศเหนือ จรดถนนพโลชัย
  • ทิศใต้ จรดถนนสุรศักดิ์
  • ทิศตะวันออก จรดถนนสาธารณประโยชน์
  • ทิศตะวันตก จรดที่ดินเอกชน

 

ตำนานผ้าฝ้ายทอมือ

ตำนานผ้าฝ้ายทอมือ

ตำนานผ้าฝ้ายทอมือ

ผ้าฝ้าย

สายใยความผูกพันแห่งชีวิตและเส้นใย ฝ้าย (cotton) คือ เส้นใยเก่สาแก่ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการทอผ้ามาแต่สมัยโบราณ สิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่ามนุษย์มีการปลูกฝ้ายและปั่นฝ้ายเป็นเส้นด้ายมานานแล้ว คือหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งขุดพบในซากปรักหักพังอายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ก่อนคริสตกาลที่แหล่งโบราณคดีโมฮันโจดาโร (Mohenjo daro) ซึ่งอยู่ในบริเวณแหล่งอารยธรรม ลุ่มน้ำสินธุในเขตประเทศปากีสถานปัจจุบัน

เตรียมฝ้ายเข้าสู่กระบวนการผลิตส่วนการทอผ้าฝ้ายในประเทศไทยนั้น คงมีขึ้นหลังการทอผ้าจากป่านกัญชา สันนิษฐานว่าการปลูกฝ้ายในไทยรับเอาพันธุ์และวิธีการมาจากประเทศอินเดีย และหลังจากพบว่าผ้าทอจากฝ้ายมีเนื้อนุ่ม สวมใส่สบายและย้อมติดสีดีกว่าผ้าป่านกัญชา อีกทั้งขั้นตอนและกระบวนการแยกและเตรียมฝ้ายก็ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาน้อยกว่าการเตรียมป่านกัญชามาก ชาวไทยจึงค่อย ๆใช้ป่านกัญชาลดลงตามลำดับ ปัจจุบันแหล่งปลูกฝ้ายในประเทศไทย คือ จังหวัดเลย เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ลพบุรี ปราจีนบุรี สุโขทัย เพชรบุรี นครราชสีมา และกาญจนบุรี

พันธ์ุฝ้ายในประเทศไทยมีหลายชนิด และมีฝ้ายพื้นเมืองอยู่ 2 สายพันธุ์ ซึ่งให้ปุยสีขาวอย่างที่มักพบเห็นทั่วไป และฝ้ายพันธ์ซึ่งให้ปุยสีน้ำตาลอ่อนที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสีขี้ตุ่นหรือสีตุ่น และเรียกฝ้ายชนิดนี้ว่าฝ้ายตุ่น ฝ้ายตุ่นเป็นพันธุ์ฝ้ายที่หายากและปั่นยากกว่าฝ้ายพันธุ์สีขาว เนื่องจากมีปุยสั้นและไม่ค่อยฟูเหมือนพันธุ์สีขาว ดอกฝ้ายตุ่นมีขนาดเล็กสีน้ำตาล เส้นใยสั้น ใช้เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการทอผ้าด้วยมือแบบพื้นเมือง ส่วนฝ้ายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ มักใช้ทอผ้าในระดับอุตสาหกรรมฝ้าย

ผ้าที่ทอจากฝ้ายส่วนใหญ่คือ ผ้าทอจากทางภาคเหนือ ชาวล้านนาจะเริ่มปลูกฝ้ายราวเดือนพฤษภาคมและรอเก็บในเดือพฤศจิกายน นิยมเก็บฝ้ายก่อนที่ฝ้ายจะร่วงลงสู่พื้น ป้องกันไม่ให้ฝ้ายสกปรก หลังจากเก็บฝ้ายแล้วชาวบ้านต้องนำฝ้ายไปตาก เพื่อคัดเอาแมลงและสิ่งสกปรกออก ก่อนจะนำไปหีบหรืออีดในที่อีดฝ้าย แยกเอาเมล็ดออกก่อนนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย

วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอผ้า

๑. ฝ้าย ฝ้ายที่ทอในปัจจุบันไม่ได้ปลูกเอง แต่จะซื้อสำเร็จรูป ซึ่งมีทั้งฝ้ายที่ย้อมสีสำเร็จและฝ้ายที่ต้องนำมาย้อมสีเอง

๒. กี่ทอผ้า การทอผ้าฝ้ายของกลุ่มสตรีบ้านเหล่าปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการทอด้วยกี่กระตุก เนื่องจากเป็นการทอผ้าที่มีหน้ากว้าง การทอด้วยกี่กระตุกช่วยทำให้การทอผ้ารวดเร็วขึ้น โดยเพิ่มปริมาณความยาวของผ้าได้มากกว่าการทอผ้าที่พุ่งกระสวยด้วยมือ กี่กระตุกที่พบในปัจจุบันมี ๒ ขนาด คือ กี่ขนาดใหญ่ใช้ทอผ้าที่มีความกว้างมาก เวลาทอต้องใช้คน ๒ คนช่วยกันพุ่งกระสวยไปมา ส่วนกี่ขนาดที่สองเป็นกี่ขนาดเล็กซึ่งใช้แรงงานของคนทอเพียงคนเดียว

กี่ทอผ้า

เครื่องทอผ้าพื้นเมืองที่เรียกว่า กี่ หรือหูกทอผ้า กี่ แต่ละหลังมีส่วนประกอบหลายอย่าง ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกันทั้งหมดในขณะทอผ้า ส่วนประกอบต่างๆ ดังกล่าวได้แก่

  • ฟืม ทำจากต้นไม้ยาวพอสมควรตามขนาดของกี่ มีด้ามสำหรับจับเพื่อใช้ดึงให้ฟืมดันฝ้ายเส้นพุ่งให้ติดกันแน่นเป็นผืน
  • เขาฟืม มีลักษณะเป็นท่อนกลมๆ ยาวๆ ทำจากวัสดุหลายชนิด เช่น ไม้ไผ่ ท่อพลาสติกหรืออลูมิเนียม จำนวนของเขาฟืมจะขึ้นอยู่กับจำนวนตะกอ ถ้าผ้าที่ทอมี ๒ ตะกอ จะใช้เขาฟืม ๒ เขา ถ้าผ้าที่ทอมี ๔ ตะกอ จะมีเขาฟืม ๔ เขา เขาฟืมจะอยู่ด้านหลังของฟืมต่อกับไม้เหยียบด้านล่างใช้เชือกโยงกับเขาฟืม ซึ่งต่อเนื่องกับไม้หาบฟืมด้านบน เขาฟืมมีไว้สำหรับสลับด้ายเส้นยืนเพื่อสอดกระสวยด้ายเส้นพุ่งเข้าไปก่อนการตอกด้วยฟืม
  • ไม้เหยียบ ตะกอทำจากไม้ไผ่หรือไม้สัก ขนาดกว่างประมาณ ๒-๓ นิ้ว ความยาวประมาณ ๒-๓ ฟุต สำหรับให้ผู้ทอเหยียบในขณะที่ทอเพื่อสลับเส้นฝ้าย ไม้เหยียบนี้จะอยู่ด้านล่างของกี่ เมื่อเหยียบไม้แล้วจะช่วยยกเส้นฝ้ายขึ้นลงเป็นลายขัดกัน จำนวนของไม้เหยียบจะขึ้นอยู่กับจำนวนเขาฟืมที่กำหนดลวดลายที่จะทอ ซึ่งเรียกว่าลาย ๒ ตะกอ ลาย ๔ ตะกอ
  • เขี้ยวหมาหรือฟันปลา ทำจากไม้จริง ส่วนใหญ่เป็นไม้สัก เลื่อยเป็นซี่ๆ คล้ายฟันของเลื่อย ใช้สำหรับแยกฝ้ายเส้นยืนไม่ให้พันกันและง่ายต่อการคลี่ฝ้ายออกเป็นผืน
  • ไม้หาบเขาและไม้หาบฟืม ทำจากไม้ไผ่หรือไม้สักขนาดใหญ่ พาดขวางอยู่บนคานของกี่ในแนวเดียวกับเขาและฟืม โดยใช้เชือกผูกโยงกับเขาและฟืม เพื่อยึดกับกี่ให้มีความแข็งแรง เนื่องจากการทอใช้แรงในการดึงเขาขึ้นลงและดึงหรือตอกฟืมเข้าออกในแนวนอน ในอดีตหลังจากการทอผ้าแล้วเสร็จในแต่ละวัน เจ้าของผลงานต้องนำผ้าที่อยู่ระหว่างการทอพร้อมอุปกรณ์การทอจากกี่ทอผ้าทั้งชุดขึ้นไปเก็บบนเรือน เพื่อป้องกันการสูญหายจากการขโมยผ้า โดยใช้วิธีถอดอุปกรณ์การทอทั้งหมดจากกี่ทอผ้า รวมกันไว้เป็นชุด หาบไว้บนไหล่แล้วเดินเข้าเรือน จึงเป็นชื่อเรียกของไม้หาบเขา หาบฟืม
  • มะล้อ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับกระตุกและดันกระสวยให้พุ่งไปมา ซึ่งประกอบด้วยไม้โยกขึ้นลง ซึ่งติดอยู่กับคานที่พาดขวางบนกี่ ไม่โยกมีการถ่วง ๒ ข้าง มีแกนของไหมล้อซึ่งใช้เป็นที่จับสำหรับกระตุกไม้โยกขึ้นลง โดยผู้อยู่ข้างที่ผู้ทอมีความถนัด
  • หัวนก เดิมใช้ไม้เพราะเหล็กหายาก ปัจจุบันใช้รอกซึ่งหาได้ง่าย มีความทนทาน แต่ละกี่จะใช้หัวนก ๒ อัน ผูกไว้โยงกับด้านซ้ายขวาของเขาฟืมทั้งสองอัน และคล้องกับไม้หาบฟืมด้านบน มีความสัมพันธ์กับไม้เหยียบ คือ เมื่อเหยียบไม้เพื่อลดเขาฟืมอันหนึ่งลง เชือกที่คล้องผ่านรอกหรือหัวนกจะดึงลงพร้อมกับการยกเขาฟืมอีกอันหนึ่งขึ้น เพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างด้ายเส้นพุ่งที่สลับกันสำหรับพุ่งกระสวยผ่านเข้าไปได้
  • กระสวยและหลอดไม้ กระสวยเป็นอุปกรณ์ลักษณะยาวรี เจาะเป็นช่องตรงกลางเพื่อใส่หลอดไม้พันฝ้ายเจาะรูด้านข้าง ขนาดให้เส้นฝ้ายลอดผ่านได้ ปลายของกระสวยทั้งสองข้างอาจมนหรือแหลมตามลักษณะการใช้งาน ถ้าหัวมน เอาไว้ใช้สำหรับกี่กระตุก ส่วนหัวแหลมไว้สำหรับพุ่งด้วยมือ ในขณะที่ทอ ผู้ทอจะพุ่งกระสวยไป มา เพื่อให้เส้นฝ้ายที่พุ่งไป มา ไปขัดกับฝ้ายที่เป็นเส้นยืน หลอดไม้ใช้สำหรับพันฝ้ายเส้นพุ่ง ในขณะใช้งานจะนำไปเสียบกับกระสวย หลอดไม้ทำจากปล้องไม้ไผ่บง ซึ่งมีความหนาและทนกว่าไม้ไผ่ทั่วไป มีรูทะลุตลอดปล้องสำหรับเสียบเหล็กเพื่อยึดกับกระสวย
  • ไม้สะป้าน สำหรับพันเนื้อผ้าที่ทอเสร็จแล้ว

๓. เฟือขอ มีลักษณะเป็นโครงสี่เหลี่ยมผืนผ้า อาจทำจากไม้หรือเหล็กก็ได้ โดยปลายทั้งสองข้างตามแนวนอนมีด้ามเล็กๆ ยึดติดอยู่เป็นระยะ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียงด้ายเส้นยืนตามความยาวที่ต้องการ

การทอผ้า

๔. กงกว๊าง เป็นอุปกรณ์สำหรับคลี่เส้นฝ้ายเพื่อให้ง่ายต่อการทำมาปั่นใส่กระป๋อง

๕. กระป๋องหรือหลอดฝ้ายขนาดใหญ่ กระป่องหรือโครงไม้เป็นอุปกรณ์สำหรับใช้พันฝ้าย

๖. เพียนปั่นด้าย เพียนปั่นด้ายเข้าหลอดหรือกงปั่นหลอดด้าย ปัจจุบันทำจากซี่และวงล้อรถจักรยาน ใช้สำหรับกรอเส้นฝ้ายที่เป็นเส้นพุ่งใส่หลอดไม้ไผ่ที่จะนำไปใส่ในกระสวย

๗. บันไดลิง บันไดลิงในอดีตมีลักษณะเป็นเถาวัลย์ ที่มีลักษณะโค้งงอเหมือนบันได ปัจจุบันบันไดลิงหายาก จึงเปลี่ยนมาใช้ไม้ตอกตะปูห่างกันประมาณ ๓ นิ้ว โดยดัดตะปูให้โค้งงอสำหรับเกี่ยวเส้นฝ้ายไว้และยังคงใช้ชื่อเรียกดังเช่นอดีต

การย้อมฝ้ายขั้นตอนการทอผ้าฝ้าย

ขั้นตอนที่ ๑ นำฝ้ายเป็นใจมาคลี่ออกใส่กงกว๊าง เพื่อนำไปพันใส่บ่าหลุกกวักฝ้าย แล้วนำมาขินหรือปั่นใส่กระป๋องหรือหลอดไม้ขนาดใหญ่ การปั่นฝ้ายใส่กระป๋อง ถ้าต้องการเส้นฝ้ายที่มีเส้นใหญ่ อาจจะปั่นครั้งละ ๒-๓ ใจ ให้เส้นฝ้ายมารวมกัน

ขั้นตอนที่ ๒ นำกระป๋องที่มีเส้นฝ้ายพันอยู่ไปเรียงตามลำดับ สี ของเส้นฝ้ายเส้นยืนตามลวดลายที่จะทอ โดยนำมาเรียงครั้งละประมาณ ๔๐ กระป๋อง จะได้เส้นฝ้ายยืนครั้งละ ๔๐ เส้น แล้วนำแต่ละเส้นไปคล้องกับบันไดลิง เพื่อไม้ให้เส้นฝ้ายพันกันและขึ้นเฟือขอต่อไป

ขั้นตอนที่ ๓ นำฝ้ายเส้นพุ่งจากบันไดลิงมาขึ้นเฟือขอ ซึ่งเฟือขอจะทำหน้าที่สำหรับเรียงฝ้ายเส้นยืนตามความยาวที่ต้องการ และทำการสลับเส้นยืนสำหรับใช้กับตะกอเส้นขึ้นเส้นลงด้านล่างของเฟือขอเมื่อสิ้นสุด การเรียงเส้นฝ้ายจะนำแต่ละเส้นมาม้วนเพื่อให้เกิดลักษณะของการสลับเส้น สำหรับการทอยกเป็นเส้นขึ้นเส้นลงที่ด้านล่างขาวของเฟือขอ

ขั้นตอนที่ ๔ นำกลุ่มฝ้ายเส้นยืนจากเฟือขอมาขึ้นกี่ แล้วคลี่ฝ้ายเส้นยืนตามที่ได้กำหนดไว้ โดยใช้เขี้ยวหมาหรือฟันปลาเป็นตัวช่วยในการสางเส้นฝ้ายแต่ละกลุ่มเส้นออกจากกัน เส้นด้ายในการทอลายหนึ่ง เพื่อแยกเส้นด้ายในการนำไปสืบฝ้ายกับเขาฟืม

ขั้นตอนที่ ๕ หากทอลายเดิมที่เคยทอมา ก็จะนำฝ้ายเส้นยืนใหม่มาต่อกับเศษผ้าฝ้าย หรือเชิงชายที่ตัดมาจากการทอครั้งก่อนที่เรียกว่า "เครือ" เมื่อทอผ้าเสร็จแล้ว ช่างทอจะตัดผ้าที่ทอแล้วออกจากกี่ โดยคงเหลือเศษผ้าฝ้ายหรือเชิงชายจากการทอให้ติดอยู่กับตะกอและฟืม เพื่อเป็นต้นแบบของลาย หากจะมีการทอลายนั้นในครั้งต่อไป เพื่อให้การสืบต่อลายทำได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าไม่เก็บไว้ การเริ่มต้นขึ้นลายใหม่จะมีความยากลำบากมาก ดังนั้นช่างทอจึงต้องเก็บลายไว้ทุกเครือ เนื่องจากเส้นยืนมีความยาวมาก ก่อนทอหรือเมื่อทอไปได้สักระยะหนึ่ง เส้นยืนอาจจะพันกันได้ ดังนั้นจึงต้องคอยคลี่จัดเส้นยืนออกไม่ให้พันกัน

ขั้นตอนที่ ๖ หลังจากการสืบลายแล้ว สามารถเริ่มกระบวนการทอได้ โดยการเหยียบไม้เหยียบเพื่อยกเขาฟืมขึ้นลง แล้วพุ่งกระสวยสอดเข้าไปในช่องว่างระหว่างเส้นยืน ให้เส้นพุ่งพุ่งไปขัดกับเส้นยืน และใช้ฟืมดันให้เส้นพุ่งอัดเรียงกันแน่น แล้วใช้เท้าเหยียบไม้เหยียบให้ตะกอเส้นยืนสลับขึ้นลง และพุ่งกระสวยกลับไปกลับมาขัดกับเส้นยืน หลังจากที่พุ่งเส้นพุ่ง ไป มา และใช้ฟืมดันให้เส้นพุ่งแน่นหลายๆ ครั้ง ก็จะได้ผ้าทอเป็นผืน แล้วนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต่อไป

การตัดเย็บจีวร

การตัดเย็บจีวร

การตัดเย็บจีวร

ไตรจีวรวิธีตัดจีวร

ในพระธรรมวินัยกล่าวถึงขนาดของจีวร มีห้ามแต่ไม่ให้ทำเกินกว่าสุคตประมาณที่กำหนดไว้ในสิกขาบทที่ ๑๐ แห่งรตนวรรค คือ ยาว ๙ คืบ กว้าง ๖ คืบ โดยคืบพระสุคต* ส่วนขนาดย่อมกว่า ก็แล้วแต่พอดีกับบุคคลผู้ครองไม่มีข้อห้าม ประมาณที่ใช้ในประเทศไทย ยาว ไม่เกิน ๖ ศอก กว้างไม่เกิน ๔ ศอกของผู้ครอง พอได้ปริมณฑลดีเมื่อห่ม สำหรับสบง ประมาณที่ใช้ในประเทศไทย ยาวไม่เกิน ๖ ศอก กว้างไม่เกิน ๒ ศอก ของผู้ครอง การตัดจีวรที่จะอธิบายต่อไปนี้ จะใช้นิ้วฟุตเป็นมาตราวัด เพราะเห็นว่า ไม้บรรทัดใช้กันอยู่โดยทั่วไปหาได้ง่าย ขนาดและตัวอ่างนี้มิใช่เป็นแบบที่ตายตัวทีเดียว ให้ขยายตามขนาดของบุคคลเพียงแต่วางหลักกว้างๆไว้เท่านั้น (* คืบพระสุคต = เดิม คงกำหนดด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในปัจจุบันให้ถือตามมาตราวัดเป็นเมตร คือ ๑ คืบพระสุคต เท่ากับ ๒๕ เซนติเมตร) เวลาจะตัดกะดังนี้

แบบที่ 1 แบบที่ 2
แบบที่ 3 แบบที่ 4
  • จีวรพึงกะให้ได้ขนาด คือ กว้าง ๔ ศอก ยาว ๖ ศอก ของผู้ครอง และอนุวาตกว้าง ๕ นิ้ว กุสิกว้าง ๒ นิ้วครึ่ง ตัดเป็นจีวร ๕ ขัณฑ์
  • เบื้องต้น ให้วัดศอกของผู้ที่ครองก่อน ว่ายาวกี่นิ้ว เมื่อวัดได้เท่าไหร่แล้ว ให้เอา ๖ ศอก คือความยาวของจีวรคูณ เมื่อคูณได้เท่าไรแล้ว ให้คิดเป็นเนื้อที่ของกุสิเสีย ๔ กุสิๆ หนึ่ง กว้าง ๒ นิ้วครึ่ง๔ กุสิ ก็เท่ากับ ๑๐ นิ้ว อนุวาต ๒ ข้างๆละ ๕ นิ้ว ๒ ข้างเป็น ๑๐ นิ้ว เมื่อรวมกับกุสิ ๔ กุสิ จึงเป็นเนื้อที่ ๒๐ นิ้วพอดี
  • ให้เอา ๒๐ นิ้วไปลบความยาวทั้งหมดของจีวร เมื่อลบแล้วคงเหลือเท่าไรให้เอา ๕ ขัณฑ์หาร เมื่อได้ผลลัพธ์เท่าไรแล้วให้เอาอนุวาต ๕ นิ้วมาบวกๆ ได้เท่าไร ก็เป็นความกว้างของขัณฑ์ตัวริมทั้ง ๒ ข้าง ขัณฑ์ตัวกลางมีกุสิอยู่ทั้ง ๒ ข้าง รวม ๕ นิ้ว ก็เอา ๕ บวกจำนวน ๕ ขัณฑ์ที่หารได้ จัดเป็นความกว้างของขัณฑ์ตัวกลาง

ขัณฑ์ตัวรอง ๒ ตัว คือตัวที่ติดกับตัวกลางทั้ง ๒ ข้าง มีกุสิตัวละ ๒ นิ้วครึ่ง ๒ ขัณฑ์ จึงเป็น ๕ นิ้ว ให้เอา ๒ นิ้วครึ่งไปบวกกับที่ ๕ ขัณฑ์ หารได้ตอนต้น จึงจัดเป็นความกว้างของขัณฑ์ตัวรอง ๒ ตัว เมื่อได้ตัดเป็นขัณฑ์ๆ ได้ ๕ ขัณฑ์ ดังกล่าวแล้ว ต่อแต่นั้นก็ให้พับขัณฑ์ (คือผ้าที่ตัดไว้ทั้ง ๕ ชิ้น) ทั้ง ๕ ขัณฑ์นั้น เป็น ๓ ส่วน ให้ตัดอัฑฒกุสิในส่วนกลาง แล้วจึงตัดกุสิทีหลัง ตอนตัดกุสิอย่าตัดทางกุสิก่อน ให้ตัดทางอัฑฒกุสิเสียก่อน เพราะถ้าตัดทางกุสิก่อนก็จะเสียใช้ไม่ได้ เวลาจะเอาขัณฑ์ทั้ง ๕ มาเย็บติดกันระวังอย่าให้ผิด เราควรจำให้ได้ว่า ทั้งหมดมีอยู่ ๕ ขัณฑ์ด้วยกันคือ

การตัดเย็บจีวร การตัดเย็บจีวร
  • ขัณฑ์กลางมีกุสิติดอยู่ ๒ ข้าง และอัฑฒกุสิ
  • ขัณฑ์รอง คือขัณฑ์ที่ติดกับขัณฑ์กลางมีอยู่ ๒ ขัณฑ์ มีกุสิ และอัฑฒกุสิติดอยู่ข้างเดียว
  • ขัณฑ์ริม ๒ ข้าง ไม่กุสิ มีแต่อัฑฒกุสิ (คำว่า กุสิ แปลว่ากระทงใหญ่ อัฑฒกุสิ แปลว่า กระทงเล็ก หรือกระทงกึ่ง) เมื่อเย็บติดกันทุกชิ้นแล้ว จึงให้ตัดอนุวาตกว้าง ๕ นิ้ว มาเย็บติดกันที่ริมโดยรอบ เวลาเย็บอนุวาตอย่าให้ติดทางด้านตะเข็บ ให้ติดทางด้านนอกของตะเข็บ เมื่อกล่าวโดยย่อแล้วได้ใจความว่า เบื้องต้น ให้ตัดผ้าออกเป็น ๕ ชิ้น คือตัวกลาง ๑ กับตัวริมสุด ๒ ข้าง รวม ๓ ชิ้น ให้ตัดเท่ากัน ตัวรองคือตัวติดกับตัวกลาง ๒ ตัวให้ตัดเท่ากัน แล้วจึงให้ตัดกุสิและอัฑฒกุสิในภายหลัง ดังที่อธิบายมานี้ จะสมมติวิธีตัดให้ดู ดังนี้

สมมติ ว่าผู้ที่จะครอง มีศอกยาววัดได้ ๑๗ นิ้วครึ่ง (ให้ใช้นิ้วฟุต) ให้ตั้ง ๑๗ นิ้วครึ่งลง แล้วให้เอา ๖ ศอกคูณได้ผลลัพธ์ ๑๐๕ นิ้ว แล้วให้คิดเผื่อตะเข็บอีก ๒ นิ้วครึ่ง เอาไปบวกกับ ๑๐๕ นิ้ว เป็น ๑๐๗ นิ้วครึ่ง คิดเป็นเนื้อที่กุสิและอนุวาตเสีย ๒๐ นิ้ว แล้วเอา ๒๐ ลบ ๑๐๗ นิ้วครึ่ง คงเหลือ ๘๗ นิ้วครึ่ง แล้วให้เอา ๕ ขัณฑ์หาร ๘๗ นิ้วครึ่ง ได้ ผลลัพธ์ ๑๗ นิ้วครึ่ง ตัวกลางมีกุสิ ๒ ข้าง รวมกันได้ ๕ นิ้ว ให้เอา ๕ ไปบวกกับ ๑๗ นิ้วครึ่ง จึงได้ ๒๒ นิ้วครึ่ง เป็นความกว้างของขัณฑ์กลาง ขัณฑ์รอง ๒ ขัณฑ์ ขัณฑ์หนึ่งๆ มีกุสิเดียว ๒ นิ้วครึ่ง ให้เอาไปบวกกับ ๑๗ นิ้วครึ่ง ได้ผลลัพธ์ ๒๐ นิ้ว เป็นความกว้างของขัณฑ์รอง ขัณฑ์ริมสุด ๒ ขัณฑ์ มีอนุวาตด้วยขัณฑ์ละ ๕ นิ้ว จึงให้เอา ๕ บวกกับ ๑๗ นิ้วครึ่ง จึงจะได้ ๒๒ นิ้วครึ่ง เป็นความกว้างของ ขัณฑ์ริมตัวหนึ่งๆ เมื่อรวมแล้วได้ใจความดังนี้

  • ขัณฑ์กลาง ให้ตัดผ้ากว้าง ๒๒ นิ้วครึ่ง ยาว ๗๐ นิ้ว ๑ ผืน
  • ขัณฑ์รอง ให้ตัดผ้ากว้าง ๒๐ นิ้ว ยาว ๗๐ นิ้ว ๒ ผืน
  • ขัณฑ์ริมสุด ให้ตัดผ้ากว้าง ๒๒ นิ้วครึ่ง ยาว ๗๐ นิ้ว ๒ ผืน
  • ต่อจากนั้นก็ให้ตัดกุสิ และอัฑฒกุสิจากขัณฑ์นั้นๆ ทั้ง ๕ ขัณฑ์ เวลาจะตัดกุสิ และอัฑฒกุสิ (กระทง) ให้ตัดในขัณฑ์นั้นๆ กว้างขนาด ๒ นิ้วครึ่ง หรือจะใช้กลักไม้ขีดเป็นขนาดก็ได้ ก่อนแต่จะตัดอัฑฒกุสิให้พับเป็น ๓ ส่วน แล้วให้ตัดในส่วนกลางดังกล่าวแล้ว
  • เย็บให้ติดกันเรียบร้อย แล้วจึงติดอนุวาตภายหลัง อนุวาตที่เย็บติดกันนั้น ให้ใช้ผ้ากว้าง ๕ นิ้ว ส่วนยาวเอาจนรอบขอบของจีวร
  • เสร็จแล้วจึงให้ติดรังดุมไว้ขวา ลูกติดไว้ซ้าย จงดูในแบบ
  • เมื่อเย็บเสร็จแล้ว ถ้าคิดจะหักตอนที่ตะเข็บย่นออกเสียแล้ว ก็คงเป็นจีวรประมาณกว้าง๖๘ นิ้ว ยาว ๑๐๕ นิ้ว

การตัดเย็บสบง จีวร

การตัดสบง

การตัดสบงก็ให้คิดโดยวิธีเดียวกัน เว้นแต่เวลาวัดผ้า จะตัดออกเป็นขัณฑ์ๆ ถ้าสมมติตัดเป็นจีวรขัณฑ์หนึ่งๆ ให้ยาว ๗๐ นิ้ว ถ้าตัดเป็นสบงก็ต้องสมมติขัณฑ์หนึ่งๆ ให้ยาว ๓๕ นิ้ว และไม่ต้องติดดุมและรังดุม นอกนั้นเหมือนกันทั้งหมด สบง เมื่อตัดแล้วคิดหักตอนตะเข็บออกแล้ว ก็คงเป็นสบงกว้าง ๓๔ นิ้ว ยาว ๑๐๕ นิ้ว

อีกวิธีหนึ่ง วิธีการตัดอย่างง่ายๆ ให้วัดเอาขนาดศอกของผู้ที่จะครองนั้นกะดังนี้

  • ขัณฑ์กลาง กับขัณฑ์ริมสุดทั้ง ๒ ข้าง ให้วัดขัณฑ์หนึ่งๆ กว้าง ๑ ศอก ๖ นิ้ว ยาว ๔ ศอก ๓ ขัณฑ์ รวมกว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ๖ นิ้ว
  • ขัณฑ์รอง คือต่อจากขัณฑ์กลาง ๒ ข้าง ขัณฑ์หนึ่งๆ กว้าง ๑ ศอก ๓ นิ้ว ยาว ๔ ศอก ๒ ขัณฑ์ รวมกว้าง ๒ ศอก ๖ นิ้ว
  • ต่อจากนั้นก็ให้ตัดกุสิ และอัฑฒกุสิตามแบบครั้งที่ ๒ ดังกล่าวแล้วในจีวรข้างต้น ตัดสบง
  • การตัดก็อย่างเดียวกับจีวร เป็นแต่เวลาตัดขัณฑ์ ให้ลดความยาวของขัณฑ์หนึ่งๆ ลงเป็น ๒ ศอกเท่านั้น

สีที่ทรงอนุญาต

สีที่ทรงอนุญาตให้ย้อมมี ๒ ชนิด คือ สีเหลืองเจือแดงเข้ม ๑ สีเหลืองหม่น เช่น สีแก่นขนุน ที่เรียกว่ากรัก ๑

สีที่ห้ามไม่ให้ย้อม คือ สีคราม สีเหลืองล้วน สีแดงล้วน สีบานเย็น สีชมพู สีดำ อนึ่ง จะใช้สีกรักผสมกับสีแดง สีเหลืองก็ได้ แต่ส่วนผสมนั้นจะยุติเป็นแน่นอนไม่ได้ เพราะแล้วแต่ว่าสีที่ได้มานั้นจะแก่หรืออ่อน ถ้าสีแก่ก็ผสมแต่น้อย สีอ่อนก็ใช้ผสมมาก ข้อสำคัญให้ได้สีดังกล่าว

การเตรียมสีย้อม

การย้อมผ้าจีวรจากเปลือกมังคุด

ขั้นตอนการย้อมผ้าจากเปลือกมังคุด

มังคุดผลไม้แสนอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายมากอีกชนิดหนึ่ง กำลังออกผลผลิตจนล้นตลาดและราคาก็นับว่าถูกมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ แต่เปลือกมังคุดที่เราแกะรับประทานเนื้อข้างในกันไปแล้วมักจะโยนทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ อันที่จริงนอกจากคุณประโยชน์ทางยาที่ใช้รักษาโรคต่างๆแล้ว เปลือกมังคุดยังใช้ประโยชน์ในการ ย้อมผ้า ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สีจากธรรมชาติเท่าที่เรารู้จักกันมาก็มีมากมายหลายชนิด แต่ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็มี เปลือกมังคุด

อุปกรณ์ที่ใช้

เปลือกมังคุดก่อนแกะเนื้อชั่งได้ ๑.๓ กก., ครก, กะละมัง, ผ้าฝ้ายสีขาว ๓๐ x ๔๐ ซ.ม., กระชอน, น้ำสะอาด ๒ ลิตร, เกลือป่น ๑ ช้อนชา

เด็ดขั้วที่เปลือกออกให้หมด แล้วใส่ครกตำทีละอย่ามากเพราะจะตำยาก ตำพอแหลกอย่าให้ถึงกับเหลว ตำหมดแล้วเติมน้ำทั้งหมดลงไปแล้วแช่ทิ้งไว้ราว ๒ ชั่วโมง จึงขยำกากเปลือกมังคุดเพื่อให้สีออกมามากที่สุด ครบสองชั่วโมง (หรือนานกว่านี้ก็ยิ่งดี) ขยำๆ อีกครั้งหนึ่งแล้วบีบแยกกากออกจากน้ำให้มากเท่าที่จะทำได้ (เหมือนคั้นกะทิ) แล้วไปกรองแยกกากออกให้หมด หรือจะไม่กรองก็ได้ จะได้สีที่สกัดออกมาเป็นชมพูอมส้มสวยงามมาก ใส่เกลือป่นที่เตรียมไว้ทั้งหมดคนให้เกลือละลาย แล้วจึงนำผ้าฝ้ายสีขาวที่เตรียมไว้จุ่มลงไปในน้ำสี คลี่ผ้าออกเพื่อให้สีติดเนื้อผ้าอย่างทั่วถึงและขยำผ้าเบาๆ แช่ผ้าทิ้งไว้ ๑ – ๒ ชั่วโมง เพื่อให้สีติดมากขึ้น แล้วจึงนำผ้าขึ้นมาบิดน้ำออก นำไปตากโดยไม่ต้องล้างน้ำ

การย้อมสีสบง จีวร

ผ้าที่ย้อมสีเสร็จแล้วจะได้สีเหลืองนวลๆหากต้องการสีที่เข้มกว่านี้ต้องย้อมซ้ำ หรือใช้ปริมาณเปลือกมังคุดที่มากขึ้น "การย้อมควรนำผ้าลงย้อมในน้ำสีจากเปลือกมังคุดโดยไม่ต้องกรองเอากากออกก่อนก็ได้และต้องขยำผ้าให้ทั่วและนานๆ เพื่อให้สีติดอย่างทั่วถึงแล้วจึงนำไปผึ่งแดดให้แห้งก่อนจะนำกลับไปย้อมซ้ำและสามารถเพิ่มปริมาณเปลือกมังคุดลงไปในน้ำเดิมได้เพื่อให้สีเข้มขึ้น ส่วนกากที่ติดมากับผ้า เมื่อผ้าแห้งแล้วก็สะบัดผ้าหรือเอามือลูบๆออกก็ได้" การย้อมผ้าจีวรของพระนั้นต้องย้อมถึง ๑๕ – ๑๖ ครั้ง จึงจะได้ความเข้มของสีตามต้องการ

การย้อมผ้าจีวรแบบประหยัดเวลา

วัสดุอุปกรณ์

๑. หม้อน้ำร้อน ๒. สีย้อมผ้า ๓. ผงกันสีตก ๔. ผงซักฟอก
๕. แก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ๖. เกลือ ๗. น้ำยาซักผ้าขาว ๘. ผ้าขี้ริ้วเยอะ ๆ

ขั้นตอนในการย้อมผ้าจีวรแบบประหยัดเวลา

ขั้นแรก

ก็จัดการเอาผ้าที่ต้องการย้อมไปซักเสียให้เรียบร้อย แล้วเอาใส่เครื่องซักผ้า

ขั้นสอง

จัดการเอาสีย้อมผ้าใส่น้ำร้อน คนให้ละลายเข้ากัน เอาเกลือผสมน้ำร้อนทิ้งไว้อีกแก้วหนึ่ง ผสมสีแดงครึ่งช้อน เติมสีเหลืองเข้าไปอีกครึ่งช้อน ใส่แก้ว เติมน้ำร้อน

ขั้นสาม

เปิดเครื่องซักผ้าซักไปตามปกติพอน้ำเติมขึ้นมาพอสมควรแล้วก็เทสีที่เตรียมไว้ลงไป

ขั้นสี่

น้ำที่ใช้ย้อมไม่ควรมากเกินไป จักเปลืองสีมาก ให้เติมน้ำเข้าไปปริ่มๆ ผ้าเท่านั้น พิจารณาดูผ้าสีต้องเข้มกว่าสีที่เราต้องการนิดหนึ่ง เดี๋ยวพอล้างน้ำ สีจักอ่อนลงมาพอดี ถ้าสีไม่เข้มพอให้ผสมสีเติมลงไปอีก (ที่ทำนี้ ผ้าจีวร ๓ ผืน กับอังสะ (เสื้อใน) อีก ๒ ตัว สบงอีก ๒ ผืน ใช้สีทั้งหมด ๔ ช้อน ผสมน้ำ ๔ แก้ว ผสมทีละแก้ว ดูสีเนื้อผ้า ดูสีน้ำ จางไปก็เติมลงไปเรื่อยๆ จนแก้วที่ ๔ ได้น้ำย้อมสีคล้ายชาดำเย็นแล้ว ก็หยุด)

ขั้นห้า

เมื่อผสมสีลงไปจนหนำใจแล้วปล่อยให้มันปั่นๆไปประมาณสิบนาที ก็เทน้ำเกลือตามลงไป

ขั้นหก

พยายามเกาะติดกับเครื่องไว้ถ้ามันหยุดซักก็รีเซ็ทโปรแกรมซักต่อไปประมาณครึ่งชั่วโมง หรือถ้าอดทนพอ ก็กวนไปสักชั่วโมงก็ได้

ขั้นเจ็ด

พวกเครื่องซักผ้าที่เป็นระบบอัตโนมัติ คงยุ่งยากหน่อย ต้องพอรู้ขั้นตอนการทำงานของมัน พอกวนไปจนสาแก่ใจแล้ว ก็เดรนน้ำทิ้ง ถ้าเป็นระบบอัตโนมัติ ให้จัดการผสมผงกันสีตก ละลายลงไปในน้ำที่สอง แช่ไว้ประมาณ ๑๐-๒๐ นาที

ขั้นแปด

จากนั้นเครื่องจักปั่นหมาด เสร็จแล้ว ก็เอาผ้าที่ได้ไปตากแดด

ขั้นเก้า

จัดการเอาผ้าชุบน้ำยาซักผ้าขาว เช็ดรอยกระดำกระด่างที่เกิดจากสีย้อมผ้าบนเครื่องซักผ้า หลังย้อมเสร็จทันที

ขั้นสิบ

จัดการเอาผ้าขี้ริ้วที่เตรียมไว้ใส่เครื่อง ตั้งโปรแกรมซักให้โหดสุด เท่าที่จักโหดได้ จัดการผสมน้ำยาซักผ้าขาว กับผงซักฟอกในปริมาณที่เกินปกติไปสักหน่อย ตัวน้ำยาซักผ้าขาว จักเข้าไปทำความสะอาดเครื่องซักผ้าของท่าน ให้ปราศจากคราบไคลของสีย้อมผ้า และคราบเกลืออันจักทำให้ถังซักเป็นสนิม

ขั้นสิบเอ็ด

ไปเอาผ้าที่ตากแห้งแล้ว มาซักซ้ำอีกที เอาน้ำยากันสีตกออก

ตากหลังจากย้อมแล้ว ชาวบ้านร่วมใจในงานบุญ

การเก็บฝ้าย

การเก็บฝ้าย

เก็บฝ้าย

โดยปกติแล้วจะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวฝ้ายได้เมื่ออายุ ๑๒๐ วันหลังงอก และจะเก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ ทิ้งช่วงห่างกันประมาณ ๑๐ วัน เก็บเกี่ยว ๓-๔ ครั้งก็จะแล้วเสร็จ

ฝ้ายบานพร้อมเก็บ

การเก็บฝ้ายสายธารบุญ มีหลักการดังนี้

  • เก็บปุยที่แก่และแตกบานเต็มที่ แต่ต้องไม่ทิ้งให้อยู่ในไร่นานเกินไปจะทำให้คุณภาพเส้นใยลดลง
  • เก็บปุยที่แห้งไม่เปียกฝน
  • ระวังความสะอาดของปุย ให้มีสิ่งเจือปน เช่น ใบแห้ง ดินทรายให้น้อยที่สุด
  • เก็บแยกเป็นรุ่นๆ ควรแยกเป็นฝ้ายสมอล่าง สมอกลาง และสมอปลาย เพราะมีคุณภาพเส้นใยต่างกันโดยเฉพาะสมอปลาย
  • เก็บแยกตามคุณภาพ ควรแยกฝ้ายเปียก ฝ้ายฟันม้าไว้ต่างหากจากฝ้ายคุณภาพดี การเก็บปะปนกันจะทำให้ถูกตีราคารับซื้อต่ำ
  • ใช้ถุงผ้าหรือกระสอบปอที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติในการเก็บและบรรจุ อย่าใช้ถุงที่ทำจากพลาสติกจะทำให้เส้นใยพลาสติกปะปนไปในใยฝ้าย ซึ่งจะทำให้ผ้าผืนมีคุณภาพต่อเนื่องจากย้อมสีไม่ติด
  • ควรผึ่งฝ้ายไว้ในที่ร่มจะทำให้ได้เส้นใยที่มีคุณภาพดีกว่าตากแดด

การอิ้วฝ้าย

เป็นการคัดแยกเมล็ดออกจากปุยฝ้ายที่แห้งสนิทดีแล้ว ยังมีเมล็ดฝ้ายอยู่ข้างใน จึงต้องคัดแยกเมล็ดออกจากปุยฝ้าย โดยใช้เครื่องมือที่เรียกตามภาษาถิ่นว่า อีดฝ้ายอิ้วฝ้าย หรือหีบฝ้าย

อิ้วอีดฝ้าย

อิ้วฝ้าย

ประโยชน์ใช้สอย

ใช้บีบเมล็ดฝ้ายให้แตกและคัดแยกเปลือกและเมล็ดออกจากปุยฝ้ายเพื่อนำไปทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้าต่อไป

ขั้นตอนการทำงาน

  • นำเมล็ดฝ้ายป้อนเข้าทางด้านหนึ่ง ของแกนอิ้ว
  • หมุนคันอิ้วให้เมล็ดฝ้ายถูกบีบอัดให้แตกและให้ใยฝ้ายออกมาทางอีกด้านหนึ่ง

กลไกการทำงาน

  • คล้ายกับเครื่องบดปลาหมึกปิ้งในปัจจุบัน ที่มีแกนหมุนสองแกนต่ออาการซึ่งกันกันด้วยระบบฟันเฟืองที่ขบ กันอยู่ด้านนอกของเพลาบด
  • คันหมุนมือหมุนเพลาหนึ่ง ทำให้ต่ออาการไปหมุนอีกเพลาหนึ่งในทิศทางตรงกันข้าม
  • เปลือกและเมล็ดถูกกันไม่ให้ผ่านช่องแคบระหว่างเพลาบดเข้าไปได้หล่นลงด้าน ล่าง (โดยอาจมีม่านผ้ากันไม่ให้เมล็ดหล่นกระเด็นเข้าไปในอีกด้านหนึ่ง)
  • ส่วนใยฝ้ายไหลผ่านแกนหมุนไปสู่อีกด้านหนึ่งของเพลาบดได้

จุดเด่นด้านวัฒนธรรม

เสียงอิ้วบีบฝ้ายเป็นเสียงที่คู่วัฒนธรรมไทยมาช้านาน ในอดีตหากเดินเข้าไปในหมู่บ้านชาวไตจะได้ยินเสียงเพลงจากอิ้วขับกล่อมระงม ทั้งหมู่บ้าน จังหวะของเสียงอิ้วยังส่อให้เห็นถึงลักษณะนิสัยของผู้หญิงหน้าแฉล้มที่เป็นต้นเหตุของเสียง ซึ่งทำให้ชายหนุ่มสามารถตัดสินใจเลือกคู่ครองได้ตามรสนิยมของตน

จุดเด่นด้านเทคโนโลยี

  • เกลียวของแกนอิ้วที่ขบกันเป็นเกลียววนเฉียง (Helical Gear) มีข้อดีคือให้กำลังบิดต่อเนื่องและเบาแรง แต่ผลิตให้ขบกันสนิทได้ยากมาก ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยโบราณจะรู้จักคิดค้นเกลียวเฟืองแบบนี้มาช้านานแล้ว เพราะตะวันตกเองก็เพิ่งคิดค้นได้ไม่นานมานี้เอง (เริ่มแรกเป็นเฟืองแบบเกลียวตรง ที่เรียกว่า Spur Gear)
  • อิ้วบางชนิดใช้เกลียววนเฉียงแบบมีการวนย้อนกลับทาง คือเป็นเกลียวรูปตัววี ยังไม่สามารถวิเคราะห์ประเด็นทางวิศวกรรมศาสตร์ของเกลียวตัววีได้ แต่เชื่อว่าเป็นเกลียวแบบเดียวในโลกที่ไม่ซ้ำแบบที่ใด

การดีดฝ้าย

การดีดฝ้าย เป็นการดีดใยฝ้ายให้แยกเป็นอิสระและขึ้นฟู โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "กงดีดฝ้าย" ฝ้ายที่ดีดจนขึ้นฟูแล้วจะเรียกว่าสำลี

การดีดฝ้าย

ขั้นตอนการดีดฝ้าย

  • นำปุยฝ้ายที่คัดแยกเมล็ดออกแล้วมาดีดโดยใช้ กงดีดฝ้าย ก๋งยิงฝ้าย หรือกงแก้มฝ้าย ทำจากซี่ไม้ไผ่ เหลาให้ปลายเรียวทั้งสองข้าง ใช้เชือกผูกที่ปลายทั้งสองข้างเพื่อดัดซี่ไม้ให้โค้งเข้าหากันคล้ายกับคันธนู
  • อุปกรณ์คู่กันคือ ปล้องไม้ไผ่ขนาดเล็กยาว ๖-๘ นิ้ว และกระบุงขนาดใหญ่พิเศษทรงปากกว้างพอประมาณขอบปากกระบุงด้านหนึ่งมัดท่อนไม้ขนาดประมาณ ๔ X ๖ นิ้ว เพื่อเวลาดีดฝ้ายปากกระบุงจะได้ยกหนุนสูงขึ้นจากพื้นกระบุงขนาดใหญ่นี้เรียกเป็นภาษาท้องถิ่นต่าง ๆกันว่า กะเพียด กะเพด หรือ กระหลุมยิงฝ้าย

การกวักฝ้าย

อุปกรณ์ในการกวักฝ้ายสายใยบุญ

  • มะกวักหรือบ่าก๊วก
  • หางเห็น
  • ระวิงหรือโก๋งกว้าง

การกวักฝ้ายสายใยบุญ

หลังจากย้อมสีเส้นใยฝ้าย หรือนำไปชุบน้ำข้าวและตากให้แห้ง ส่วนเส้นใยฝ้ายที่จะใช้เป็น เส้นด้ายยืน จะต้องนำมาพักด้ายโดยใช้อุปกรณ์ ๓ อย่างคือ

  • มะกวักหรือบ่าก๊วก ทำจากไม้ไผ่สานคล้ายชะลอมทรงสูงขนาดเล็กส่วนขอบปากจะสานให้บานออกเล็กน้อย
  • หางเห็น ทำจากไม้เนื้อแข็งรูปทรงคล้ายเก้าอี้เตี้ยสามขามีท่อนไม้เล็กกลมยาวยื่นออกไปคล้ายหาง สำหรับไว้เสียบมะกวัก
  • ระวิงหรือโก๋งกว้าง ส่วนเสาหลักทำจากไม้เนื้อแข็ง มีไม้ไผ่เป็นคานเสียบไม้ไผ่ที่ไขว้กันเป็น ๖ แฉก ฟากละอันโยงต่อกันด้วยเส้นเชือก

 

การกวักฝ้าย การกวักฝ้าย

 

วิธีการกวักฝ้าย

วิธีการกวักฝ้าย คือ ใส่ปอยหรือไจฝ้ายในระวิงหรือโก๋งกว้าง แล้วดึงมาพันใส่มะกวักหรือบ่าก๊วกที่เสียบอยู่กับหางเห็น จนได้เส้นฝ้ายตามปริมาณที่ต้องการ ก็จะเปลี่ยนมะกวักอันใหม่ไปเรื่อยๆ

Search

Copyright ©2019 chaimongkol.net - Design by Hostingflow.com
f t g m